เคยสังเกตุกันไหมว่าเมื่อถึงฤดูหนาวแล้ว นอกจากลมหนาวที่ทำให้เราเอ็นจอยไปกับอากาศเย็นๆ ก็จะมีอาการไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล ตามมาด้วยโดยเฉพาะกับเด็ก ผู้ปกครองหลายๆคนคงจะคิดว่าอาจจะเพราะอากาศเปลี่ยน ฝุ่นPM2.5 หรือเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่อย่าชะล่าใจไปเพราะมีการค้นพบไวรัสชนิดใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งกำลังเป็นภัยร้ายคุกคามระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ไวรัสตัวนี้มีชื่อว่า hMPV เป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ มักจะระบาดในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเย็น ถึงในตอนนี้ยังไม่มีข่าวรายงานผู้ติดเชื้อและการแพร่ระบาดในประเทศไทย อย่างไรก็ตามการเตรียมตัวรับมือไว้ก็เป็นเรื่องที่ดีเพื่อที่จะไม่ให้เกิดกับเด็กๆและผู้สูงอายุในครอบครัว
ในบทความนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จักกับเจ้าไวรัส hMPV ว่ามันคืออะไร? แตกต่างยังไงกับไข้หวัดใหญ่ที่เรารู้จัก รวมไปถึงวิธีรับมือและป้องกันของไวรัสตัวนี้
hMPV คืออะไร? และเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ไวรัส hMPV (human metapneumovirus) เป็นไวรัสที่อยู่ในกลุ่ม Metapneumovirus ซึ่งเป็นไวรัสที่สามารถก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจในมนุษย์ โดยมีลักษณะคล้ายกับไวรัสไข้หวัดใหญ่และไวรัส RSV (respiratory syncytial virus) ไวรัส hMPV ถูกค้นพบครั้งแรกใน ปี ค.ศ. 2000 โดยทีมนักไวรัสวิทยาจาก มหาวิทยาลัย Erasmus เนเธอร์แลนด์ จากการศึกษาตัวอย่างเด็กเล็กที่ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบอย่างรุนแรง
การเกิดของไวรัส hMPV นั้นเกี่ยวข้องกับกระบวนการของไวรัสในการเข้าสู่เซลล์ของร่างกายมนุษย์ โดยไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายผ่านทางละอองฝอยที่ออกมาจากการไอหรือจามของผู้ที่ติดเชื้อ และเมื่อผู้ที่ไม่มีเชื้อสัมผัสกับสิ่งของที่มีเชื้อไวรัสอยู่ อย่างเช่น ของที่มีละอองของสารคัดหลังของผู้ที่มีเชื้อติดอยู่ ก็อาจจะทำให้ติดเชื้อได้
แต่สำหรับการเกิดไวรัสนี้ในธรรมชาติ ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าไวรัสนี้มีแหล่งกำเนิดมาจากไหน แต่ไวรัสเหล่านี้มีการวิวัฒนาการและแพร่กระจายในมนุษย์และสัตว์ต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
ความแตกต่างระหว่าง hMPV กับไวรัสชนิดอื่นๆ (เช่น RSV, ไข้หวัดใหญ่)
ทุกวันนี้มีการระบาดของโรคทางทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้น ไวรัสที่ติดต่อทางทางเดินหายใจ เช่น hMPV (Human Metapneumovirus), RSV (Respiratory Syncytial Virus), และไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ล้วนเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งมีลักษณะและอาการคล้ายคลึงกันในบางกรณี แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ระยะการฟักตัว รวมถึงวิธีรักษา โดยเราได้สรุปเป็นตารางเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น ดังนี้
กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังเป็นพิเศษ
นอกจากการระบาดที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กก็ยังมีกลุ่มเสี่ยงอื่นๆที่ควรระวังไวรัส hMPV เป็นพิเศษ อีกเช่นกัน มีดังนี้
- เด็กเล็ก: โดยเฉพาะทารกและเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของพวกเขายังพัฒนาไม่เต็มที่ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น หลอดลมอักเสบหรือปอดบวม
- ผู้สูงอายุ: ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มักมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอและมักมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจหรือโรคปอด ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากไวรัส hMPV ได้มากขึ้น
- ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ: เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด, ผู้ติดเชื้อ HIV, หรือผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอทำให้ไม่สามารถต่อสู้กับการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวทางเดินหายใจ: เช่น ผู้ป่วยโรคหอบหืด, โรคปอดเรื้อรัง (COPD) หรือโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดภาวะหายใจลำบากหรือปอดบวมจากไวรัส hMPV
อาการของการติดเชื้อ hMPV
หลังจากที่ได้รับเชื้อประมาณ 3-6 วัน ส่วนใหญ่อาการแรกเริ่มของผู้ที่ติดเชื้ออาจจะคล้ายกับโรคทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ COVID-19 หรือ RSV
- มีไข้ ในช่วง 1-2 วันแรก อาจจะมีไข้ต่ำถึงปานกลาง
- ไอ อาจจะเริ่มจากการไอแห้ง และเปลี่ยนไปเป็นไอมีเสมหะ
- น้ำมูกไหล น้ำมูกอาจเริ่มไหลออกมามากในช่วงแรกและสามารถทำให้มีอาการคัดจมูกได้
- เจ็บคอ อาจมีอาการคอแห้งหรือเจ็บคอร่วมกับอาการไอ
- ปวดเมื่อยตัว บางคนอาจรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกายหรือเหนื่อยล้า
- หายใจลำบาก โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ อาจมีอาการหายใจลำบากหรือหอบเหนื่อย
- ความเหนื่อยล้า อ่อนเพลียหรือเหนื่อยง่าย แม้จะทำกิจกรรมเล็กน้อย
อย่างไรก็ตามไวรัส hMPV จะรุนแรงในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ อาการมักคล้ายกับ RSV และไข้หวัดใหญ่ และในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน
วิธีสังเกตอาการในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ
- ในเด็กเล็ก: สังเกตไข้สูง(มากกว่า 38°C ขึ้นไป) ไอรุนแรง หายใจลำบาก น้ำมูกไหล เบื่ออาหาร และซึมผิดปกติ หากมีอาการตัวเขียวหรือหายใจติดขัด ควรรีบพบแพทย์ทันที
- ในผู้สูงอายุ: ระวังอาการไอเรื้อรัง หายใจลำบาก ไข้ต่ำหรือสูง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และสับสน หากมีอาการรุนแรง เช่น แน่นหน้าอกหรือหายใจติดขัด ควรรีบพบแพทย์เช่นกัน
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
เนื่องจากไวรัส hMPV เป็นเชื้อไวรัสในกลุ่ม Pneumoviridae ที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง โดยเชื้อสามารถแพร่กระจายได้ผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจามและการสัมผัส
อีกสาเหตุหลักที่สำคัญนั่นก็คือ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแพร่กระจายเชื้อ hMPV คือสถานที่แออัด อากาศเย็น มลภาวะสูง และสุขอนามัยที่ไม่ดี การดูแลสุขอนามัยและหลีกเลี่ยงสถานที่แออัดจึงสำคัญในการลดความเสี่ยง
ผลกระทบต่อสุขภาพ
ไวรัส hMPV เป็นเชื้อที่ทำให้เกิดอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ อย่างพวกไอ น้ำมูกไหล เจ็บคอ และอ่อนเพลีย ในคนทั่วไปมักไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่ถ้าเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือคนที่มีโรคประจำตัว อาการอาจหนักขึ้นได้ถึงขั้นหลอดลมอักเสบ ปอดบวม หรือหายใจลำบาก ยิ่งถ้ามีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษามะเร็ง ก็ยิ่งต้องระวัง เพราะเชื้ออาจทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนอย่างรุนแรงได้
การวินิจฉัยและการรักษา
ตามที่ข้อมูลด้านบนเนื่องจากอาการคล้ายกับโรคระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ ดังนั้นการวินิจฉัยไวรัส hMPV จำเป็นต้องอาศัยการตรวจเฉพาะ แพทย์อาจใช้วิธีการต่อไปนี้
- ซักประวัติและตรวจร่างกาย: ประเมินอาการเบื้องต้น เช่น ไข้ ไอ หายใจลำบาก
- ตรวจหาเชื้อจากสารคัดหลั่ง: เก็บตัวอย่างจากโพรงจมูกหรือลำคอเพื่อทดสอบเชื้อไวรัสด้วยวิธี RT-PCR (Reverse Transcription Polymerase Chain Reaction) ซึ่งมีความแม่นยำสูง โดยการเก็บตัวอย่างจากสารคัดหลั่งในจมูกหรือคอ (เช่น สวอปจากจมูกหรือคอ)
- การตรวจเลือด การตรวจเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มกันต่อไวรัส hMPV สามารถช่วยในการตรวจสอบการติดเชื้อในระยะยาว หรือการติดเชื้อในอดีต แต่ไม่ใช่วิธีที่ใช้ในการวินิจฉัยในระยะเฉียบพลันหรือระยะแรก
- เอกซเรย์ปอด (ในบางกรณี): ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เพื่อตรวจสอบว่ามีภาวะปอดบวมหรือไม่
การรักษาตามอาการ
ส่วนใหญ่จะเน้นที่การบรรเทาอาการ โดยในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถดูแลที่บ้านได้ เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ และใช้ยาลดไข้ แต่ถ้าหากมีอาการรุนแรงขึ้นหรือมีอาการแทรกซ้อน เช่น หายใจลำบากหรือปอดบวม ควรไปพบแพทย์ทันที ผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งอาจรวมถึงการให้ออกซิเจน การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และการรักษาภาวะแทรกซ้อน การรักษาในกรณีนี้จะเน้นการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
วิธีป้องกันการติดเชื้อในชีวิตประจำวัน
การป้องกันการติดเชื้อ hMPV ในชีวิตประจำวันสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการรักษาสุขอนามัยที่ดี เช่น ล้างมือบ่อย ๆ ใช้เจลล้างมือ แยกของใช้ส่วนตัว และหลีกเลี่ยงการสัมผัสหน้าตา การใส่หน้ากากอนามัย และการรักษาระยะห่างจากผู้ป่วยหรือคนที่มีอาการทางเดินหายใจ จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถานการณ์การแพร่ระบาดของ hMPV ในปัจจุบัน
เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม ปี 2567 ที่ผ่านมา สื่อสังคมออนไลน์ของจีนได้มีการแชร์ภาพที่มีผู้คนจำนวนมากกลับมาสวมหน้ากากอนามัยในโรงพยาบาลและต่อแถวยาวเหยียด จึงทำให้คนในโซเชียลเชื่อกันว่ากำลังมีการระบาดของไวรัสชนิดนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งคล้ายกับเหตุการณ์การระบาดของ COVID-19 เมื่อ 5 ปีก่อน
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของจีนรายงานโดยไม่เปิดเผยตัวเลขเมื่อวันที่ 2 ม.ค. ถึงแนวโน้มของการระบาดโดยรวมเพิ่มขึ้นในช่วง 23-29 ธ.ค 67 สอดรับกับตัวเลขระหว่างวันที่ 16-23 ธ.ค. และผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อเผยกับซีเอ็นเอว่า การติดเชื้อที่เพิ่มมากขึ้นในจีน “สอดคล้องกับรูปแบบทั่วโลก” ที่จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นช่วงปลายฤดูหนาว (กรุงเทพธุรกิจ)
วันที่ 6 มกราคม 2568 สำนักข่าว Independent ได้รายงานว่าประเทศจีนกำลังรับมือกับการระบาดของไวรัส hMPV โดยมีข้อมูลจากโซเชียลระบุว่ามีการระบาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลเด็ก เกิดความแออัดเนื่องจากมีผู้ป่วยจำนวนมากมาจากโรคปอดบวมและติดเชื้อในปอด นอกจากนี้ยังมีการกล่าวว่ามีการแพร่ระบาดของไวรัสหลายๆชนิดพร้อมกันอีกด้วย เช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ COVID-19 อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีข่าวลือว่า จีนได้ประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ (THAI PBS)
อ้างอิง:
https://www.ndtv.com/world-news/china-faces-new-virus-outbreak-five-years-after-covid-crisis-7385802
https://www.bangkokbiznews.com/world/1161003
https://www.thaipbs.or.th/news/content/347890
การเฝ้าระวังและควบคุมโรคของหน่วยงานสาธารณสุขในไทย
แม้ว่าจะมีรายงานการระบาดของไวรัส hMPV ในหลายประเทศ ในวันที่ 6 มกราคม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีรายงานกลุ่มก้อนการระบาดของไวรัสเอชเอ็มพีวี(hMPV) จุดประสานงานกฎอนามัยระหว่างประเทศ หรือ IHR NFP ได้ประสานไปยังจีน และองค์การอนามัยโลก(WHO)เพื่อขอแบ่งปันข้อมูลแล้ว ทั้งนี้ ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังโรคระบบทางเดินหายใจที่มีความเข้มงวดในสามชั้น ได้แก่ ช่องทางเข้าประเทศ โรงพยาบาล และในชุมชน อีกทั้งยังมีการสุ่มตรวจได้มีมีการสุ่มตรวจเชื้อในโรงพยาบาลที่กำหนด โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยว เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการระบาดที่เกิดขึ้น และโรงพยาบาลทุกระดับมีศักยภาพและความพร้อมในการดูแลผู้ป่วย แต่ยังคงต้องระมัดระวังและแจ้งเตือนเครือข่ายให้เฝ้าระวังเพื่อป้องกันการระบาดในอนาคต “ไวรัส hMPV ที่ระบาดในประเทศจีน เป็นไวรัสที่เกิดขึ้นตามปกติของฤดูกาลในแต่ละปี ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นไม่สามารถรักษาได้ ในการป้องกันโรค ทำได้ด้วยการรักษาสุขอนามัย กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือให้สะอาด การสวมหน้ากากอนามัยเมื่อเจ็บป่วย ไอ และการหลีกเลี่ยงการติดต่อใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการไอหรือจาม”นายสมศักดิ์กล่าว
อ้างอิง:
สำนักข่าว Hfocus โดยมูลนิธิภิวัฒน์สาธารณสุขไทย
https://www.hfocus.org/content/2025/01/32731?utm_source=chatgpt.com
คำถามที่พบบ่อย?
Q1: วิธีป้องกันการติดเชื้อ hMPV ทำได้อย่างไร?
1.ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด
2.หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า (ตา จมูก ปาก)
3.สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในที่สาธารณะ
4.หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจ
Q2: ไวรัส hMPV รุนแรงแค่ไหน?
-ถ้าในกลุ่มเสี่ยง อาจจะเกิดภาวะรุนแรง เช่น ปอดบวมหรือหลอดลมอักเสบ แต่ถ้าผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง มักมีอาการคล้ายหวัด
Q3: hMPV สามารถรักษาได้อย่างไร?
-ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับ hMPV มีเพียงการรักษาตามอาการ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ ใช้ยาลดไข้
Q4: hMPV ต่างจากโควิด-19 อย่างไร?
-hMPV มักไม่รุนแรงเท่าโควิด-19 แต่สามารถรุนแรงในกลุ่มเสี่ยง
สนใจขอรับบริการตรวจสุขภาพกับทาง Medical line lab สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากช่องทางดังนี้
เบอร์โทรศัพท์: 02-374-9604
Line: https://page.line.me/259wtcig?openQrModal=true
Contact us: https://www.medicallinelab.co.th/ติดต่อสอบถาม/
Website: https://www.medicallinelab.co.th/
Facebook: https://www.facebook.com/MLLmedicallinelab
Email: info@medicallinelab.co.th